หนึ่งในหน้าที่หลักของ QA Engineer คือการเขียน Bug Report หรือ document เพื่อบันทึกขั้นตอนการทำงาน และเอกสารสำคัญต่างๆเพื่อใช้ใน software development lifecycle
ในคอร์ส QA Bootcamp ที่แอดเรียนเค้าสอนใช้ Jira เป็นหลัก แต่ตัว report จริงๆมันเป็นแค่ template ธรรมดา จะเขียนด้วย Google Docs เฉยๆก็ได้ อ้าว 555+
Newsletter ฉบับนี้มาลองใช้ Notion สร้าง bug report และ template ง่ายๆ ทำได้เหมือน Jira เกือบ 100% ส่วนตัวแอดคิดว่ามันใช้แทนกันได้เลย Notion ใช้งานง่ายกว่าด้วย เย้
Bug Report
เวลา QA Engineer ทดสอบ app แล้วเจอ bug/ issue
เราจะ investigate เพื่อหา root causes และเขียนรายงานส่งกลับไปให้ทีม development (เรียกสั้นๆว่าทีม dev) เพื่อใส่เป็น backlog ไว้แก้ไขใน sprint ต่อไป
Bug Tracking Software ตัวดังๆที่ทีม QA ทั่วโลกใช้กัน เช่น Jira, Trello และ Asana
ช่วงหลังๆ Project Management Software ก็มีฟีเจอร์ที่ทำได้ใกล้เคียงกัน Basecamp, ClickUp, Monday, Zoho Projects และแน่นอน พระเอกของเราวันนี้คือ Notion 555+

🐞 Bug Report ที่ดีต้องมีรายละเอียดของปัญหาที่เราเจอ ตามหัวข้อต่อไปนี้
- Title/ Bug ID ชื่อ bug ที่เราเจอ
- Description เขียนสรุปปัญหาในภาพรวมสั้นๆ
- Environment เช่น OS, version และ setting ต่างๆ
- Preconditions เงื่อนไขหรือสภาพก่อนเราจะเริ่มใช้ฟีเจอร์นั้นๆ
- Steps ขั้นตอนในการ reproduce bug นั้นๆ
- Expected Results ผลลัพธ์ที่ควรเป็นตาม requirements
- Actual Results ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
ทบทวนสั้นๆ นิยามของ Bug คือความแตกต่างระหว่าง Expected และ Actual Results
อธิบายคำว่า Preconditions เช่น ก่อนที่จะพิมพ์ชื่อ Full Name ใน HTML Form ต้องมีข้อความ placeholder ว่า “John Doe” เป็นตัวอย่างให้ผู้ใช้งาน
ส่วน Steps สำคัญมาก เพราะ dev team จะลองทำตามขั้นตอนที่เราเขียนเพื่อ reproduce หรือลองสร้าง issue นั้นอีกครั้ง แล้วค่อยเข้าสู่กระบวนการ fix bug ต่อไป
จริงๆ bug report ค่อนข้างยืดหยุ่น สามารถปรับเพิ่ม-ลด หัวข้อได้ตามความเหมาะสม เช่น เรื่องความด่วน “Priority” และความรุนแรงของปัญหา “Severity“
หรือข้อมูลอื่นๆที่น่าจะเป็นประโยชน์กับทีม dev หลักการคือยิ่งให้ข้อมูลกับ dev มากเท่าไหร่ เค้าจะยิ่งเข้าใจและแก้ปัญหาได้ไวขึ้นเท่านั้น

แอดคิดว่าตอนเขียน Title และ Description ต้องใช้ความคิดเยอะเลย จะเขียนยังไงให้สั้น กระชับ เข้าใจง่าย เป็นอีก skill ที่ต้องฝึกฝนบ่อยๆ
พอเรียนมาถึงสัปดาห์นี้ ยิ่งเข้าใจเลยว่าทักษะการสื่อสารสำคัญมากๆโดยเฉพาะเรื่องการเขียน ทีม dev/ software คือเขียนกันแหลก ลองดู Basecamp เป็นตัวอย่าง 🤣 555+
เขียนดี งานก็ลื่น เขียนแย่ งานก็ช้า Communication is key
Optional Content
ข้อมูลเกี่ยวกับ bug อื่นๆ ที่เขียนเพิ่มได้ตามความเหมาะสม เช่น
- Snapshot รูปภาพหรือวีดีโออัดหน้าจอปัญหาที่เราเจอ
- Logs เช่น console logs และ error messages
- Dev branch ที่เราทดสอบ (dev ส่วนใหญ่จะสร้างหลายๆ branches ตอนพัฒนาแอป)
- Components ของ app ที่ได้รับผลกระทบจาก bug นั้นๆ
- Test account information อันนี้เป็นพวก sensitive information ให้ถาม QA manager ก่อนว่าควรใส่ไปใน report ไหม
Status
ตัวอย่าง status ที่เราใช้กันบ่อยๆใน report เช่น
- Open
- In Progress
- In Review
- Done
- Cancelled / Rejected
ตอนเราสร้าง kanban board ใน Notion เราจะใช้ status เป็นตัวแบ่ง lane ของ issues ต่างๆ

When in Doubt, Ask
ถ้าเราไม่ชัวร์ว่าที่เราเจอนั้นใช่ Bug จริงๆหรือเปล่า?
ให้ถาม project manager และ/หรือ QA engineer คนอื่นๆในทีมอีกที บางอย่างอาจจะดูเหมือน bug แต่ไม่ใช่ จริงๆมันคือ feature อ้าว 555+

จังหวะนี้ทีม UX ต้องเข้ามา involve แล้ว อาจจะทำ Usability Test อีกรอบ ดูว่าฟีเจอร์นั้นทำงานได้อย่างที่ end users ต้องการ ตรงตาม requirements หรือเปล่า
อีกทิปคือการค้นหา issues เก่าๆก่อนว่าเคยมีคนรายงาน issue นี้แล้วหรือยัง ทีมใหญ่ที่มี QA engineers หลายคน เพื่อนเราอาจจะเขียนรายงานส่งไปแล้ว จะได้ไม่ทำงานซ้ำซ้อน
Database in Notion
ตอนนี้ทุกคนเข้าใจแล้วว่า bug report คืออะไร มี details อะไรบ้าง
มาลองสร้าง bug report ของจริงใน Notion ด้วยกัน ถ้าใครยังไม่เคยใช้ Notion มาก่อน มันคือ note-taking app ที่ทำได้เกือบทุกอย่างแล้วตอนนี้ 555+
ไปที่เว็บ Notion สมัคร free account กดสร้าง new page แล้วใช้ block /Table view เพื่อสร้าง database ไว้ใช้เก็บข้อมูล issues ที่เราเจอ

Table ที่เราสร้างขึ้นมาใช้งานเหมือน Google Sheets แต่เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่น data types, drop-down, filter, sort, views และ automation
คลิกที่ header เพื่อเปลี่ยนชื่อคอลัมน์เป็น Issues, Status และ Assign ตามลำดับ

เราสามารถกำหนดประเภทของแต่ละคอลัมน์ได้ด้วย
คลิกขวาที่คอลัมน์ กด Edit property แล้วลองเปลี่ยน data type ประเภทต่างๆได้นะครับ เช่น text, number, date, status, email, person, file & media เป็นต้น
คอลัมน์ Assign แอดเลือกใช้เป็น Person เพื่อส่ง issue นั้นไปที่ dev คนที่รับผิดชอบ เราแค่เขียนชื่อหรือ email เค้าลงไปใน field แล้ว Notion จะดึงชื่อคนๆนั้นมาใส่ให้อัตโนมัติ

Template
เราสามารถสร้าง template สำหรับเขียน bug report ได้ง่ายๆ แรงบันดาลใจจาก Jira 555+
ไปที่หน้า database คลิกที่ปุ่ม New ด้านขวาบน เลือก + New template

ใช้ blocks เช่น heading, callout และ toggle list เพื่อดีไซน์ template ที่เราต้องการ

กด back กลับมาที่หน้า database (table view) เวลาจะสร้าง issue ใหม่ แค่กดที่ปุ่ม New เลือก template Bug Issue ที่เราสร้างเมื่อกี้ ใส่ข้อมูล bug ก็เสร็จเลย ง่ายจนงง 555+

Kanban Board
จุดเด่นของ database ใน Notion คือการสร้างหรือเปลี่ยน View เพื่อแสดงผลข้อมูลแบบต่างๆได้ 6 แบบคือ Table, Board, Timeline, Calendar, List และ Gallery

View ที่ทีมสาย agile/ scrum ใช้กันเยอะที่สุดคือ Board
คลิกเครื่องหมาย + ข้างๆ Table แล้วเลือก Board View เราจะได้ kanban board ไว้ดูสถานะ issues หน้าตาสวยๆแบบนี้ ง่ายๆในหนึ่งคลิก

ถ้าอยากจะปรับหน้าตา Board แค่เปลี่ยน field จาก status เป็นคอลัมน์ dimension อื่นๆ เช่น Assign, Priority หรือ Severity
ส่วนตัวแอดในฐานะคนที่ใช้ Notion มายาวนานคิดว่า Notion มีฟีเจอร์ที่ใช้ได้มากกว่าแค่งาน software เยอะเลย ประยุกต์ใช้ได้หลายรูปแบบ ทีม dev ก็ใช้ได้ marketing ก็ใช้ดี
แถม Notion มี free version ให้ใช้งาน ถ้าอัปเกรดรายเดือนเริ่มต้น 8 USD/ user เท่ากับ Jira จะเลือกตัวไหน อยู่ที่สไตล์ของทีมเราเลยครับ แต่ถ้าใช้ส่วนตัวแอดว่า free ก็พอแล้ว
พอเราสร้าง Board เสร็จแล้ว กดแชร์ต่อให้เพื่อนๆในทีมได้ด้วย แบบฟรีจะ invite guests ได้ 10 คน ถ้าเสียเงินเป็น Plus จะเพิ่มจำนวน guests เป็น 100 คน ใช้แบบเหลือๆ

PS. แอดยังเชียร์ Notion เหมือนเดิม อาจจะเป็นเพราะชินแล้ว ยั๊งงง 555+
Final Words
Newsletter ฉบับนี้มาสายหน่อย แอดติดบั๊ก ยั๊งงง 🐞 555+ แต่คุ้มค่าการรอคอย อ่านจบแล้ว ตอนนี้ทุกคนสามารถสร้าง Bug Report ใน Notion ใช้งานได้เหมือนบน Jira
สรุปการเขียน Bug Report ที่ดีต้องมีคุณภาพสามอย่าง
- Complete
- Clear
- Easy to Understand
Notion เปิดให้ทีม dev เขียน code ทำ integrations ไปที่ Slack, GitHub, Jira, Figma รวมถึง services อื่นๆอีกมากมาย นี่แอปจดโน้ตหรือ super app ยั๊งงง 555+
ถ้าเราเข้าใจขั้นตอนการทำงานของ QA Engineer จะใช้เครื่องมือตัวไหนก็ทำงานได้เหมือนกัน (Notion vs. Jira) เครื่องมือเปลี่ยนแต่ concept การทำงานยังเหมือนเดิม เฉียบ ✌️
ถ้าใครสนใจเรียน Notion แบบเต็มๆ จริงๆแอดเคยมีสอนไปแล้วบน YouTube ของเพจเรา ใครอยากเรียนใหม่ อัปเดตฟีเจอร์แบบจุกๆ comment บอกแอดได้ในโพสต์นี้นะครับ
🐞 อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Jira ได้ที่ Bug Tracking with Jira Software

Leave a Reply